Read Time:3 Minute, 12 Second
ศรีสะเกษ เอกอัครราชทูตไทยสำรวจเส้นทางการค้าการข้ามแดนและการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่จุดผ่านแดนถาวรไทย – กัมพูชา
เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุม


ด่านศุลกากรช่องสะงำ ชั้น 2 อาคารสำนักงานด่านศุลกากรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นายเชิดเกียรติ อัตถากร เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ พร้อมด้วย พันเอก กรวรานนท์ กลั่นพรมสุวรรณ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก รักษาราชการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและคณะ ได้เดินทางมาสำรวจและศึกษาเส้นทางพร้อมกับสร้างเครือข่ายกับจังหวัดชายแดนกัมพูชา-ไทย ทางภาคเหนือของกัมพูชา(จ. พระวิหาร และ จ. อุดรเมียนเรย) โดยได้ร่วมประชุมหารือกับ นายสำรวจ เกษกุล ผวจ.ศรีสะเกษ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาความเชื่อมโยงในด้านต่างๆ ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่ง ผวจ.ศรีสะเกษ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้นำเสนอสภาพปัจจุบันการดำเนินงานและปัญหาต่างๆ ในเรื่องการข้ามแดน การค้า และการท่องเที่ยว บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ สถานการณ์แรงงานของจังหวัดศรีสะเกษ การจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีระหว่างไทย – กัมพูชา สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดศรีสะเกษ และการท่องเที่ยวบริเวณผามออีแดงอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารให้เอกอัครทูตและคณะได้รับทราบโดยมี นายพิชยา เจริญสันต์ นายด่านศุลกากรช่องสะงำ จ่าเอกสมควร สิงห์คำ นายอำเภอภูสิงห์ พ.ต.ท.นที ทองสุกแก้ว รอง ผกก.ตม.จว.ศรีสะเกษ น.ส.ธัญสุตา นิยมชาติ หน.สำนักงาน จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมในครั้งนี้



นายเชิดเกียรติ อัตถากร เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ กล่าวว่า วันนี้ได้มาสำรวจดูพื้นที่บริเวณช่องสะงำเป็นส่วนหนึ่งของการมาดูพื้นที่บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชาด้านที่ติดกันระหว่าง จ.อุดรมีชัยของกัมพูชากับด้าน จ.ศรีสะเกษและได้มีการพูดคุยกันหลายเรื่องกับทาง ผวจ.ศรีสะเกษซึ่งประเด็นหลักที่ได้พูดคุยกันมีอยู่ 3 เรื่องคือ เรื่องแรกในเรื่องของการบริหารจัดการบริเวณช่องสะงำ คือจุดผ่านแดนซึ่งเราเห็นว่าเอกสารในการเดินทางปัจจุบันนี้มีหนังสือเดินทางและมีบอร์เดอร์พาส ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทั้ง 2 ประเทศเราจึงได้พิจารณาดูว่าจะทำอย่างไรที่จะสามารถขยายให้มีเอกสารอีกหนึ่งอย่างก็คือบัตรผ่านแดนชั่วคราวได้หรือไม่ ซึ่งก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เราจะได้พูดคุยกันเพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศ ประเด็นที่ 2 ที่ได้มีการพูดคุยกันก็คือเรื่องเกี่ยวกับการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างประเทศซึ่งประเด็นนี้ได้มีการปรึกษาหารือกันระหว่างโรงพยาบาลคู่มิตรคือระหว่างโรงพยาบาลภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษกับโรงพยาบาลอันลองเวง จ.อุดรมีชัย เราจะทำอย่างไรจึงจะอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยจากกัมพูชาสามารถเข้ามารักษาตัวในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ในเขตประเทศไทย ทำอย่างไรจึงจะทำให้เป็นระบบที่ชัดเจนได้




