Read Time:4 Minute, 29 Second

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตรวจเยี่ยมการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย–ลาว ย้ำความร่วมมือระหว่างประเทศสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) นำโดย พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานด้านการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนลุ่มแม่น้ำโขง ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย

จากข้อมูลสถิติการจับกุมและตรวจยึดยาบ้า โดยศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงาน ป.ป.ส. พบว่า ในห้วงปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยสามารถจับกุมคดีที่เกี่ยวกับการลักลอบลำเลียงยาบ้าเข้าสู่ประเทศในพื้นที่ตามชายแดน ไทย – ลาว จำนวน 370 คดี และตรวจยึดของกลางยาบ้าได้มากถึง 415 ล้านเม็ด ซึ่งสูงกว่าในพื้นที่ตามชายแดน ไทย – เมียนมา สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางและแนวโน้มการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ในการนี้ คณะได้รับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตเชียงราย เกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศ สถานการณ์การลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ แนวทางการปฏิบัติการสกัดกั้นตามแนวลำน้ำโขง ตลอดจนหารือแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติงานในพื้นที่ จึงมีความประสงค์ที่จะตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ พร้อมทั้งมอบสิ่งของจำเป็นแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ อันมีหน่วยงานทั้ง 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1) หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง 2) หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตเชียงราย 3) ปกครองอำเภอเชียงแสน 4) ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน 5) ศุลกากรเชียงแสน 6) สถานีตำรวจภูธรเชียงแสน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งตลอดมา

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและคณะได้เดินทางทางเรือจากจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำไปยังท่าเรือบ้านมอม เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงานด้านการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามลำน้ำโขง ตลอดจนได้เดินทางและศึกษาเส้นทางบก และการดำเนินงานสกัดกั้นยาเสพติดของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของแขวงบ่อแก้ว และจุดตรวจยาเสพติด บ้านน้ำเกิ่ง โดยได้หารือแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงาน ให้การสกัดกั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตลอดจนแนวทางการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกัน และหารือร่วมกันเพื่อยกระดับในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ พร้อมทั้งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว

ภายหลัง คณะได้เดินทางไปยังจุดตรวจยาเสพติดน้ำเกิ่ง เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดตรวจที่ฝ่ายไทยให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภายใต้ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระหว่างสองประเทศ ซึ่งในห้วง 12 ปีที่ผ่านมา สปป.ลาว ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากถึง 66,776,373 บาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของด่านตรวจยาเสพติดใน 5 แขวงของ สปป.ลาว (7 ด่านตรวจยาเสพติด) ได้แก่ แขวงบ่อแก้ว (ด่านน้ำเกิ่ง ด่านน้ำทุง และด่านปากทา) แขวงหลวงน้ำทา แขวงอุดมไซ แขวงบอลิคำไซ และแขวงเวียงจันทน์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ตั้งแต่พื้นที่ต้นทาง ก่อนเข้าสู่ประเทศไทยและประเทศอื่นในภูมิภาค

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและคณะผู้แทนไทยได้ประชุมหารือร่วมกับฝ่าย สปป.ลาว เกี่ยวกับสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนและแนวทางการยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยฝ่าย สปป.ลาว นำโดย พันเอก จันทอน เฮืองคำไซ หัวหน้าสำนักงานตรวจตราและควบคุมยาเสพติด และ พลจัตวา จันพอนเพ็ด คำสี หัวหน้ากองบัญชาการป้องกันความสงบ แขวงบ่อแก้ว ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ แนวโน้มการลักลอบลำเลียงยาเสพติด และมาตรการบังคับใช้กฎหมายตามแนวชายแดน พร้อมทั้งนำคณะศึกษาสภาพพื้นที่และเส้นทางที่มีความเสี่ยงต่อการลักลอบลำเลียงยาเสพติด เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมาตรการสกัดกั้นและการปฏิบัติการร่วมระหว่างสองประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้ได้รับทราบข้อเท็จจริง สภาพปัญหา และข้อจำกัดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายและสนับสนุนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยืนยันว่ากระทรวงยุติธรรมและสำนักงาน ป.ป.ส. จะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนและส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง อันเป็นกลไกสำคัญในการลดการแพร่ระบาดของยาเสพติด ลดผลกระทบต่อประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของประเทศตลอดจนภูมิภาคอย่างยั่งยืน

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Previous post เชียงราย – “กองกำลังผาเมือง ร่วม 8 หน่วยงาน บุกยึดไอซ์ 250 กก. ซุกเก๋งขาวกลางเมืองแม่สาย เร่งขยายผลล่าเครือข่าย”
Next post งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำเด็ดขาด 27 งาน ตามบัญชีที่ 1 ตามประกาศกระทรวงแรงงาน